"ผ่อนไหวไหม" เป็นคำถามแรกก่อนซื้อบ้าน และคำตอบไม่ได้อยู่ที่ธนาคารอนุมัติหรือไม่ แต่อยู่ที่ หลังจ่ายค่างวดแล้ว ชีวิตยังสบายไหม บทความนี้ให้ตารางเทียบเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจ

สองตัวเลขที่ต้องแยกให้ออก

  • สัดส่วนค่างวดบ้าน คือค่างวดบ้านอย่างเดียว ÷ รายได้ แนวทางคร่าวๆ ไม่ควรเกินราว 30–35%
  • DSR คือค่างวดหนี้ทุกก้อนรวมกัน ÷ รายได้ ธนาคารมักพิจารณาราว 40–50% แล้วแต่นโยบาย (ไม่มีเพดานทางการที่ตายตัวสำหรับสินเชื่อบ้านทั่วไป)
ตัวเลขเกณฑ์ในบทความนี้เป็นแนวทางที่ใช้ประกอบการคิด ไม่ใช่เกณฑ์ของธนาคารใดโดยเฉพาะ ธนาคารอนุมัติให้ได้ ไม่ได้แปลว่าคุณควรกู้เต็มวงเงิน

ตารางค่างวดสูงสุดตามรายได้

คำนวณวงเงินกู้จากดอกเบี้ย 6.5% ต่อปีคงที่ ผ่อน 30 ปี ไม่มีหนี้อื่น

รายได้/เดือน30% (ค่างวด → กู้ได้)35%40%
20,0006,000 → 940,0007,000 → 1,100,0008,000 → 1,260,000
30,0009,000 → 1,420,00010,500 → 1,660,00012,000 → 1,890,000
50,00015,000 → 2,370,00017,500 → 2,760,00020,000 → 3,160,000
80,00024,000 → 3,790,00028,000 → 4,420,00032,000 → 5,060,000

เช่น รายได้ 30,000 บาท ถ้าตั้งเป้าค่างวดไม่เกิน 35% (10,500 บาท) จะกู้ได้ราว 1,660,000 บาท แต่ถ้ายอมให้ถึง 40% (12,000 บาท) กู้ได้ราว 1,890,000 บาท เพิ่มราว 230,000 บาท แลกกับค่างวดที่สูงขึ้นเดือนละ 1,500 บาท

ถ้ามีหนี้อื่น วงเงินหายไปเร็ว

เพราะ DSR รวมทุกหนี้ ถ้าผ่อนรถหรือบัตรเครดิตอยู่เดือนละ 5,000 บาท วงเงินของรายได้ 50,000 บาทที่ 40% จะลดจากราว 3,160,000 เหลือราว 2,370,000 บาท การปิดหนี้เล็กๆ ก่อนยื่นกู้จึงช่วยได้มาก

วิธีเช็กว่าตัวเองสบายพอไหม

  1. เอารายได้สุทธิ ลบค่างวดบ้านและค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่น ดูว่ายังเหลือเก็บอย่างน้อย 10–20% ไหม ใช้ เครื่องมือวางแผนเงิน ช่วย
  2. ลองสมมติว่าดอกเบี้ยหลังหมดโปรสูงขึ้น 1% ค่างวดจะเพิ่มเท่าไหร่ ดูตารางดอกเบี้ยขึ้นลงในหน้า ผ่อนบ้าน
  3. นึกถึงค่าใช้จ่ายก้อนอื่นของการมีบ้าน ดู ซื้อบ้านต้องมีเงินเท่าไหร่